การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางครั้งนี้เป็นการศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดู
เด็กปฐมวัย และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ในเขตสุขภาพที่ 5
กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เลี้ยงดูหลักและเด็กที่มีอายุ 9 เดือน - 5 ปี จำนวน 405 คู่ คัดเลือกพื้นที่ 4 จังหวัด จาก 8
จังหวัด สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดู
เด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลักซึ่งมีค่าความสอดคล้องเท่ากับ 0.93 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์
ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ไคสแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลัก โดยรวมอยู่ใน
ระดับพอใช้ ร้อยละ 59.5 เมื่อแยกรายด้าน พบว่ามีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการลี้ยงดูเด็กปฐมวัยระดับต่ำในด้านการ
ค้นหาข้อมูล การตรวจสอบและตัดสินใจและด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล ร้อยละ 58.0.0, 58.0, และ 52.1
ตามลำดับ พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ความ
เพียงพอของรายได้ ความสัมพันธ์กับเด็กและลักษณะครอบครัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value<0.0.05)
โดยอายุของผู้เลี้ยงดูหลักมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และ
รายได้ของครอบครัวต่อเดือนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ (P-value<0.05) และความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย มีความสัมพันธ์กับ
ภาวะโภชนาการของเด็กปรุมวัย (ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (D-value <0.05)
จากการศึกษานี้พบว่าผู้เลี้ยงดูหลักยังไม่มีความรอบรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ควรนำผลการศึกษา
ไปออกแบบกระบวนการจัดการเรียบรู้ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเด็ก
ปฐมวัยที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของผู้เลี้ยงดูเด็กในแต่ละพื้นที่ผ่านกิจกรรมครอบครัวคุณภาพ
และโรงเรียนพ่อแม่